
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจและเป็นจุดเด่นบนใบหน้าที่ทุกคนมองเห็นเป็นอันดับแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนพบปัญหาหางตาตก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า และแก่กว่าวัย การฉีดโบท็อกซ์หางตาจึงเป็นทางเลือกยอดนิยมในปัจจุบันที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้โดยไม่ต้องผ่าตัด บทความนี้ THE RITZ CLINIC จะพาไปรู้จักกับการฉีดโบท็อกซ์ยกหางตา ว่าคืออะไร พร้อมแชร์เคล็ดลับที่จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น
โบท็อกซ์ยกหางตา คืออะไร?
โบท็อกซ์ยกหางตา คือการใช้สารโบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือที่รู้จักกันในชื่อโบท็อกซ์ ฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อบริเวณหางตา เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวและลดการหดเกร็ง ทำให้ผิวบริเวณหางตาถูกยกขึ้น ลดรอยเหี่ยวย่น และทำให้ดวงตาดูสดใสมากขึ้น
โบท็อกซ์หางตาแตกต่างจากการทำศัลยกรรมแบบอื่น ๆ เช่น การทำศัลยกรรมตาสองชั้นหรือการดึงหน้า ตรงที่เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาทำน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์หางตาจะไม่ได้อยู่ถาวรเหมือนการผ่าตัด จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเพื่อรักษาผลลัพธ์ที่ต้องการ
โบท็อกซ์ยกหางตา เหมาะกับใคร
การฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหางตาตก มีรอยเหี่ยวย่นบริเวณหางตา หรือต้องการให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปมักเริ่มมีปัญหาเหล่านี้ แต่บางคนอาจพบปัญหาเร็วกว่านี้เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคระบบประสาท หรือผู้ที่แพ้สารโบท็อกซ์ สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรก็ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาเช่นกัน ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
โบท็อกซ์ยกหางตา อยู่ได้นานแค่ไหน
โดยทั่วไปแล้ว ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาจะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น
- อายุและสภาพผิว ผู้ที่มีอายุน้อยและมีผิวยืดหยุ่นดีมักจะได้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานกว่า
- ปริมาณโบท็อกที่ใช้ ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาและการประเมินของแพทย์
- การเผาผลาญของร่างกาย ผู้ที่มีการเผาผลาญเร็ว มักจะมีผลลัพธ์ที่อยู่ได้สั้นกว่า
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนน้อย และความเครียดสามารถลดระยะเวลาของผลลัพธ์
- การดูแลผิวหลังการฉีด การดูแลผิวอย่างถูกวิธีสามารถยืดระยะเวลาของผลลัพธ์ได้
หากคุณต้องการรักษาผลลัพธ์ของโบท็อกซ์หางตาให้คงอยู่ตลอดเวลา แนะนำให้ฉีดซ้ำทุก 3-4 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอยังช่วยฝึกให้กล้ามเนื้อหางตาคุ้นชินกับการคลายตัว ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นในระยะยาว
เคล็ดลับดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์ยกหางตา
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและสวยงาม ซึ่งสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้
1. วิธีดูแลผิวหน้าและบริเวณรอบดวงตา

การดูแลผิวบริเวณรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดระยะเวลาของผลลัพธ์หลังฉีดได้ โดยสามารถดูแลตัวเองหลังฉีดได้ด้วยวิธีการเบื้องต้นตามนี้
- ใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และไฮยาลูรอนิก แอซิด สารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวรอบดวงตาแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
- ใช้ครีมกันแดดทุกวัน แสงแดดเป็นสาเหตุหลักของริ้วรอยก่อนวัย การใช้ครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวและทำให้โบท็อกซ์อยู่ได้นานขึ้น
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้น
- นวดบริเวณรอบดวงตาเบา ๆ การนวดเบา ๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง ลดอาการบวม และช่วยให้ผิวดูสดใสมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตา การขยี้ตาแรง ๆ จะทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาหย่อนคล้อยเร็วขึ้น
2. อาหารและเครื่องดื่มที่ควรรับประทานและหลีกเลี่ยง

อาหารและเครื่องดื่มมีผลต่อสุขภาพผิวและระยะเวลาของโบท็อกซ์ ซึ่งอาหารที่ควรรับประทานและงดรับประทานมีดังนี้
ควรรับประทาน
- อาหารที่มีโปรตีนสูง โปรตีนช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น
- ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง วิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับมากขึ้น
- ปลาที่มีไขมันสูง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคเคอเรลมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดการอักเสบและทำให้ผิวชุ่มชื้น
- น้ำสะอาด การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและสุขภาพดี
ควรหลีกเลี่ยง
- แอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเร่งการเสื่อมของเซลล์ผิว
- อาหารรสเค็ม เกลือทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวมบริเวณรอบดวงตา
- อาหารที่มีน้ำตาลสูง น้ำตาลทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชัน ซึ่งทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว
- คาเฟอีน คาเฟอีนในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจเร่งการเผาผลาญโบท็อก
3. ออกกำลังกายให้เหมาะสม

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพโดยรวม และยังมีผลต่อระยะเวลาของโบท็อกซ์หางตาด้วย จึงควรออกกำลังกายตามคำแนะนำดังนี้
- เลือกการออกกำลังกายที่ไม่กระทบกระเทือนใบหน้ามากเกินไป การวิ่งเร็วหรือการกระโดดอาจทำให้โบท็อกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ควรเลือกการออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน โยคะ หรือว่ายน้ำ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด การออกกำลังกายหนักในช่วงนี้อาจทำให้โบท็อกกระจายไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการได้
- บริหารใบหน้าเบา ๆ การบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าเบา ๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น
- พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับเพียงพอ (7-8 ชั่วโมงต่อคืน) จะช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองและยืดระยะเวลาของโบท็อกซ์ได้
- ลดความเครียด ความเครียดเรื้อรังเพิ่มการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเร่งการเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว
ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์หางตา
การฉีดโบท็อกซ์หางตามีข้อดีหลายประการ ดังนี้
- ไม่ต้องผ่าตัด เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่มีแผลเป็น และมีความเสี่ยงน้อยกว่า
- ใช้เวลาน้อย การฉีดโบท็อกซ์หางตาใช้เวลาเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น สามารถทำในช่วงพักกลางวันได้
- ไม่มีระยะพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังการฉีด
- ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ เมื่อฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติและไม่แข็งทื่อ
- ปรับแต่งได้ สามารถปรับแต่งปริมาณและตำแหน่งการฉีดให้เหมาะกับลักษณะใบหน้าและความต้องการของแต่ละบุคคลได้
- มีความเสี่ยงต่ำ ผลข้างเคียงมักเป็นเพียงรอยช้ำเล็กน้อยหรือปวดบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองในไม่กี่วัน
- แก้ไขได้ หากไม่พอใจกับผลลัพธ์ สามารถรอให้โบท็อกสลายไปเองได้
สรุปบทความ

โบท็อกซ์ยกหางตา เป็นวิธีแก้ปัญหาหางตาตกและริ้วรอยรอบดวงตาโดยไม่ต้องผ่าตัด ให้ผลลัพธ์นาน 3-6 เดือน โดยขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ถ้าต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน ควรดูแลผิวรอบดวงตา ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำร้ายผิว ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ